วิธีอ่านงบการเงินเบื้องต้น เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง?

วิธีอ่านงบการเงิน

“ขายดีไม่ได้แปลว่ากำไรดี และมีกำไรไม่ได้แปลว่ามีเงินสดเสมอไป”

 

นี่คือเรื่องที่เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจเคยเจอ บางเดือนยอดขายเพิ่มขึ้น แต่เงินในบัญชีกลับลดลง บางกิจการมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินเดือนหรือชำระค่าสินค้า กลับพบว่าเงินสดไม่เพียงพอ

ปัญหาเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับต้นทุน ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ที่ยังไม่ชำระเงิน หรือการวางแผนเงินสดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเจ้าของธุรกิจสามารถเริ่มตรวจสอบได้จากการอ่านงบการเงิน

หลายคนอาจคิดว่าการอ่านงบการเงินเป็นเรื่องยาก ต้องเรียนบัญชีมาก่อนจึงจะเข้าใจ แต่ในความเป็นจริง คุณไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องบัญชีทุกอย่าง เพียงเข้าใจตัวเลขสำคัญและรู้ว่าควรดูอะไร ก็สามารถนำข้อมูลมาช่วยบริหารธุรกิจได้แล้ว

บทความนี้จะอธิบายวิธีอ่านงบการเงินเบื้องต้นด้วยภาษาง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างที่ผู้ประกอบการ SME สามารถนำไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้

1. งบการเงินคืออะไร? ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องอ่านเป็น

ลองนึกภาพว่าคุณเปิดร้านค้าแห่งหนึ่ง ทุกเดือนมีรายได้จากการขายสินค้า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เช่น ค่าสินค้า ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน และค่าน้ำค่าไฟ

หากถามว่าเดือนนี้ขายได้เท่าไร คุณอาจตอบได้ทันที แต่ถ้าถามว่าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือกำไรเท่าไร มีหนี้สินเท่าไร และมีเงินเพียงพอสำหรับเดือนหน้าหรือไม่ คุณอาจต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลก่อน

งบการเงินช่วยให้คุณเห็นภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้น โดยมีงบสำคัญ 3 ประเภทที่ควรรู้จัก

  • งบกำไรขาดทุน ช่วยให้รู้ว่าธุรกิจมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าไร และเหลือกำไรหรือขาดทุนเท่าไร
  • งบแสดงฐานะการเงิน ช่วยให้รู้ว่าธุรกิจมีทรัพย์สินอะไรบ้าง และมีหนี้สินเท่าไร
  • งบกระแสเงินสด ช่วยให้รู้ว่าเงินสดรับเข้ามาจากไหน และจ่ายออกไปกับอะไร

จำง่าย ๆ ว่า งบทั้งสามประเภทช่วยตอบคำถามคนละข้อ ได้แก่ ธุรกิจทำกำไรหรือไม่ มีฐานะทางการเงินอย่างไร และมีเงินสดเพียงพอหรือไม่

2. วิธีอ่านงบกำไรขาดทุน ดูอย่างไรว่าธุรกิจเหลือกำไรเท่าไร

งบกำไรขาดทุนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเรียนรู้วิธีอ่านงบการเงิน เพราะช่วยให้เห็นผลการดำเนินงานของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น หนึ่งเดือนหรือหนึ่งปี

มาดูตัวอย่างร้านขายสินค้าที่มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท

รายการ จำนวนเงิน
รายได้จากการขาย 100,000 บาท
ต้นทุนสินค้าที่ขาย 60,000 บาท
ค่าเช่าและเงินเดือน 20,000 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 10,000 บาท
กำไรก่อนรายการอื่นและภาษี 10,000 บาท

จากตัวอย่าง ร้านขายสินค้าได้ 100,000 บาท แต่ต้องใช้เงินสำหรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวม 90,000 บาท จึงเหลือกำไร 10,000 บาทก่อนพิจารณารายการอื่นและภาษี

สิ่งสำคัญคือ อย่ามองเฉพาะยอดขาย เพราะยอดขายเป็นเพียงเงินที่เกิดจากการขายสินค้าและบริการ ไม่ใช่จำนวนเงินที่เจ้าของกิจการได้รับเป็นกำไรทั้งหมด

แล้วกำไร 10,000 บาท ถือว่าดีหรือไม่?

หากคิดเทียบกับยอดขาย 100,000 บาท ธุรกิจมีกำไร 10,000 บาทต่อยอดขาย 100,000 บาท หรือคิดเป็น 10% ตามตัวเลขในตัวอย่าง

แต่จะถือว่าดีหรือไม่ ต้องดูเพิ่มเติมว่าธุรกิจประเภทนี้มีอัตรากำไรโดยทั่วไปเท่าไร ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือไม่ และผลประกอบการดีขึ้นจากเดือนก่อนหรือเปล่า

เคล็ดลับสำหรับเจ้าของธุรกิจ: ควรเปรียบเทียบยอดขาย ต้นทุน และกำไรทุกเดือน หากยอดขายเพิ่มขึ้นแต่กำไรลดลง ควรตรวจสอบสาเหตุทันที

3. วิธีอ่านงบแสดงฐานะการเงิน ดูว่าธุรกิจมีอะไรและติดหนี้เท่าไร

หลังจากรู้ว่าธุรกิจมีกำไรเท่าไรแล้ว คำถามต่อไปคือ ตอนนี้ธุรกิจมีทรัพย์สินเท่าไร และมีหนี้สินที่ต้องชำระมากน้อยแค่ไหน

ข้อมูลเหล่านี้ดูได้จากงบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

สินทรัพย์ คือ สิ่งที่กิจการมี

ตัวอย่างเช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร เงินที่ลูกค้ายังค้างชำระ สินค้าคงเหลือ รถยนต์ของกิจการ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน

หนี้สิน คือ ภาระที่กิจการต้องจ่าย

ตัวอย่างเช่น เงินที่ยังไม่ได้จ่ายให้ผู้ขายสินค้า เงินกู้ธนาคาร และหนี้สินอื่น ๆ ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ

ส่วนของเจ้าของ คือ ส่วนได้เสียที่เหลือในกิจการหลังหักหนี้สิน

ตัวอย่างเช่น หากกิจการมีสินทรัพย์รวม 500,000 บาท และมีหนี้สินรวม 200,000 บาท ส่วนของเจ้าของจะเท่ากับ 300,000 บาท

สูตรที่ควรจำคือ

สินทรัพย์ − หนี้สิน = ส่วนของเจ้าของ

มีทรัพย์สินมาก แปลว่าธุรกิจแข็งแรงหรือไม่?

ไม่เสมอไป เพราะทรัพย์สินบางอย่างไม่ได้เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที เช่น อาคาร เครื่องจักร หรือสินค้าที่ขายไม่ออก

นอกจากนี้ หากกิจการมีลูกหนี้จำนวนมาก แต่ลูกค้าไม่ชำระเงินตามกำหนด แม้ในงบจะแสดงยอดลูกหนี้เป็นสินทรัพย์ ธุรกิจก็อาจมีปัญหาเรื่องเงินสดได้

ดังนั้น การอ่านงบแสดงฐานะการเงินควรดูทั้งจำนวนสินทรัพย์ หนี้สิน และลักษณะของสินทรัพย์ที่กิจการถือครอง ไม่ควรดูเพียงยอดรวมอย่างเดียว

4. ทำไมธุรกิจมีกำไร แต่เงินในบัญชีกลับไม่เหลือ?

นี่เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการ SME และเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านงบกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

สมมติว่าบริษัทขายสินค้าให้ลูกค้าได้ 100,000 บาท โดยลูกค้าตกลงจะจ่ายเงินในอีก 30 วัน

บริษัทอาจรับรู้รายได้จากการขายตามหลักเกณฑ์บัญชีที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ในวันนี้ยังไม่ได้รับเงินสดจากลูกค้า

ขณะเดียวกัน บริษัทต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน และค่าสินค้าให้ผู้ขายตามกำหนด

แม้กิจการจะมีรายได้และอาจมีกำไร แต่ถ้ายังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ก็อาจไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

นี่คือเหตุผลที่ต้องดู งบกระแสเงินสด ซึ่งแสดงการรับและจ่ายเงินสดของกิจการ

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบ ได้แก่

  • เงินที่ได้รับจากลูกค้าในแต่ละเดือน
  • เงินที่จ่ายให้ผู้ขายสินค้าและผู้ให้บริการ
  • ค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือนและค่าเช่า
  • เงินที่ใช้ซื้ออุปกรณ์หรือขยายกิจการ
  • เงินที่กู้ยืมมาและเงินที่ต้องชำระคืน

หากต้องการลดความเสี่ยงเรื่องเงินสด ควรติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และประมาณการเงินสดที่ต้องใช้ในช่วงต่อไป

จำไว้ว่า กำไรเป็นเรื่องของผลประกอบการ ส่วนเงินสดเป็นเรื่องของความสามารถในการจ่ายเงินจริงในเวลาที่ต้องจ่าย

5. เจ้าของธุรกิจมือใหม่ควรดูตัวเลขอะไรเป็นพิเศษ?

หากยังไม่คุ้นเคยกับงบการเงิน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ตัวเลขทุกช่อง ให้เริ่มจากคำถามง่าย ๆ 4 ข้อนี้ก่อน

ข้อที่ 1 ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

เปรียบเทียบยอดขายของเดือนปัจจุบันกับเดือนก่อน หรือเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อดูแนวโน้มของธุรกิจ

ข้อที่ 2 ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่?

หากยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มเร็วกว่ารายได้ กำไรอาจลดลงได้ ควรตรวจสอบว่ามีรายการใดสูงผิดปกติหรือไม่

ข้อที่ 3 ลูกค้ายังค้างชำระเงินเท่าไร?

หากกิจการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ ควรตรวจสอบว่าลูกค้ารายใดค้างชำระ และมีรายการใดที่เลยกำหนดชำระแล้ว

ข้อที่ 4 มีเงินสดเพียงพอสำหรับเดือนหน้าหรือไม่?

ลองรวบรวมเงินสดที่มีอยู่และเงินที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับเงินที่ต้องจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสินค้า และค่างวดเงินกู้

การตอบคำถามเหล่านี้ได้ จะช่วยให้เจ้าของกิจการเข้าใจสถานะธุรกิจได้ดีขึ้น แม้ยังไม่มีพื้นฐานบัญชีมาก่อน

6. อัตราส่วนทางการเงินคืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ

อัตราส่วนทางการเงินคือการนำตัวเลขจากงบการเงินมาเปรียบเทียบกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น

สำหรับมือใหม่ มี 3 รายการที่ควรรู้จัก

อัตรากำไรสุทธิ

ใช้ดูว่าธุรกิจเหลือกำไรสุทธิกี่บาทจากรายได้ทุก 100 บาท

ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีรายได้ 100,000 บาท และกำไรสุทธิ 10,000 บาท จะมีอัตรากำไรสุทธิ 10%

สูตร: กำไรสุทธิ ÷ รายได้ × 100

อัตราส่วนสภาพคล่อง

ใช้ดูว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับหนี้สินที่ต้องชำระในระยะสั้น

สูตร: สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน

ตัวอย่างเช่น หากกิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียน 200,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 100,000 บาท อัตราส่วนจะเท่ากับ 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ากิจการจะมีเงินสดพร้อมใช้ 200,000 บาททั้งหมด เพราะสินทรัพย์หมุนเวียนบางส่วนอาจเป็นลูกหนี้หรือสินค้าคงเหลือ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ

ใช้ดูว่ากิจการมีหนี้สินมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับส่วนของเจ้าของ

สูตร: หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ

อัตราส่วนนี้ช่วยให้เห็นภาพการใช้เงินทุนจากการกู้ยืม แต่ต้องพิจารณาร่วมกับความสามารถในการชำระหนี้และประเภทของธุรกิจด้วย

สำหรับมือใหม่ ยังไม่จำเป็นต้องจำทุกสูตรให้ได้ทันที สิ่งสำคัญคือเข้าใจว่าแต่ละตัวเลขบอกอะไร และนำไปใช้ตั้งคำถามกับธุรกิจของตัวเองได้อย่างไร

7. ควรอ่านงบการเงินบ่อยแค่ไหน?

การอ่านงบการเงินไม่ควรทำเฉพาะตอนสิ้นปี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แก้ไขได้ทันเวลา

แนวทางง่าย ๆ สำหรับผู้ประกอบการ SME ได้แก่

  • ทุกเดือน: ดูยอดขาย ต้นทุน ค่าใช้จ่าย กำไร ลูกหนี้ และเงินสด
  • ทุกไตรมาส: เปรียบเทียบผลประกอบการกับเป้าหมายที่วางไว้
  • ทุกปี: ทบทวนภาพรวมทางการเงิน ภาระหนี้สิน และแผนลงทุนในปีถัดไป

หากเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าแบบให้เครดิต มีลูกหนี้จำนวนมาก หรือมีภาระเงินกู้สูง ควรติดตามเงินสดและลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

8. ไม่เข้าใจงบการเงิน ควรเริ่มต้นอย่างไร?

เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่นักบัญชีด้วยตัวเอง แต่ควรเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้บริหารกิจการได้อย่างมั่นใจ

เมื่อได้รับรายงานจากผู้ทำบัญชี ลองเริ่มจากการถามคำถามง่าย ๆ เช่น

  • เดือนนี้กิจการมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร?
  • ค่าใช้จ่ายรายการใดเพิ่มขึ้นมากที่สุด?
  • มีลูกหนี้ค้างชำระอยู่เท่าไร?
  • กิจการมีภาระภาษีที่ต้องเตรียมเงินไว้หรือไม่?
  • มีรายการใดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม?

การพูดคุยกับผู้ทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เข้าใจตัวเลขในธุรกิจมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนการขาย การควบคุมต้นทุน และการบริหารเงินสดได้เหมาะสมกว่าเดิม

บริษัท สำนักงานบัญชีกรุงเทพ (2009) จำกัด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดูแลเรื่องบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบ สามารถติดต่อเพื่อสอบถามบริการที่เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของกิจการได้

สรุป: อ่านงบการเงินเป็น ช่วยให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้น

วิธีอ่านงบการเงินเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็สามารถเริ่มเรียนรู้ได้จากการดูยอดขาย กำไร ทรัพย์สิน หนี้สิน และเงินสดของกิจการ

เมื่อเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณจะมองเห็นได้ชัดขึ้นว่าธุรกิจกำลังทำกำไรหรือไม่ มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า และควรปรับปรุงส่วนใดเพื่อให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคง

เพราะการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขายให้ได้มากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ด้วยว่าเงินที่ได้รับถูกนำไปใช้อย่างไร และธุรกิจกำลังมีสถานะทางการเงินเป็นแบบไหน

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การวิเคราะห์งบการเงินจริงควรพิจารณารายละเอียดของกิจการและหลักเกณฑ์ทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง